คำแนะนำการใช้
เกณฑ์การวัดผลประเมินผล
วิธีการปฏิบัติและประพฤติตน
 
 
รูปแบบไฟล์ภาพและเสียง
สาระที่สำคัญ
แบบทดสอบ
แบบทดสอบก่อนเรียน
แบบทดสอบหลังเรียน
ไฟล์ภาพและเสียงเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของการผลิตสื่อประสม ภาพและเสียงสามารถสื่อความหมายออกมาได้อย่างชัดเจนในตัวของมันเอง รวมถึงวิวัฒนาการณ์ของการถ่ายถอดสัญญานภาพและเสียง โดยการออกอากาศทางสื่อต่างๆ

Untitled Document
รูปแบบของไฟล์วิดีโอ

ไฟล์วิดีโอที่นำมาใช้งานกับนั้นมีหลายรูปแบบ  โดยเราจะมาทำความรู้จักกับไฟล์วิดีโอแบบต่าง ๆ  เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องและตรงตามประเภทของงาน

MOV
ไฟล์วีดีโอรูปแบบหนึ่งที่พัฒนาโดยบริษัท Apple จะนำมาใช้กับงานด้านมัลติมีเดีย และเวปไซต์เป็นส่วนใหญ่ทั้งนี้ต้องติดตั้ง Plug In ไว้ที่เวปเบราเซอร์ (IE , Netscape) ก่อนที่จะนำไฟล์มัลติมีเดียประเภทนี้ (หาดาวน์โหลดได้ที่ www.apple.com) นอกจากนี้ยังเป็นรูปแบบที่เครื่อง Macintosh สามารถนำเสนองานรูปแบบนี้ได้ดีอีกด้วยซึ่งสามารพเปิดผ่านโปรแกรม Quick Time
AVI ( Audio Video Interleave )
เป็นไฟล์วีดีโอเช่นเดียวกัน โดยฟอร์แมตนี้จะถูกใช้งานบนเครื่อง พีซี เช่นเมื่อโหลดภาพจากกล้องวีดีโอเข้ามาที่เครื่องคอมก็จะต้องทำเป็นฟอร์แมต AVI ข้อเสียของมันก็คือขนาดใหญ่มากไฟล์วีดีโอแค่ 1 นาที อาจจะต้องใช้พื้นที่เก็บประมาณ 5 – 10 MB มักจะนำไฟล์รูปแบบนี้ไปใช้หรือทำการแปลงเป็นไฟล์รูปแบบอื่นๆ เช่น Quick Time , MPEG และอื่นๆ ได้อีกด้วยคุณภาพของการแปลงไฟล์ ภาพและเสียงจะแตกต่างกันเล็กน้อย
MPEG ( Motion Picture Expert Group )
เป็นรูปแบบของการบีบอัดไฟล์ข้อมูลเสียงหรือไฟล์ วีดีโอให้มีขนาดเล็กลง มักจะใช้ในการสร้างแผ่น VideoCD – VCD SVCD DVD หรือ KaraOk(ไฟล์ที่มีนามสกุล *.mpg) จะต้องเปิดด้วยโปรแกรมเฉพาะอย่างเช่น Power DVD, XingMpeg

MPEG -1
ถือกำเนิดขึ้นมาในปี  2535   ซึ่งเป็นรูปแบบของไฟล์ที่เข้ารหัสมาด้วยการบีบอัดให้ได้ไฟล์ที่มี ขนาดเล็ก  เพื่อสำหรับการสร้างวิดีโอแบบ  VCD โดยจะมีการบีบอัดข้อมูลสูง   มีค่าบิตเรตอยู่ที่  1.5  Mb/s  ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกับเทปวิดีโอ

MPEG -2
ถือกำเนิดขึ้นในปี 2538  ซึ่งเป็นรูปแบบของไฟล์ที่เข้ารหัสมาเพื่อการสร้างภาพยนตร์โดยเฉพาะ   โดยสามารถสร้างเป็น  SVCD  หรือ   DVD ก็ได้   ซึ่งอัตราการบีบอัดข้อมูลจะน้อยกว่า MPEG-1  ไฟล์ที่ได้จึงมีขนาดใหญ่กว่าและได้คุณภาพสูงกว่าด้วย  อีกทั้งค่าบิตเรตก็ไม่ตายตัว  ทำให้สามารถกำหนดอัตราการบีบอัดข้อมูลได้เอง

MPEG -3
ถูกพัฒนาไปในรูปแบบของเสียงที่รู้จักกันดีคือ MP3
MPEG -4
เป็นรูปแบบของไฟล์แบบใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในเดือนตุลาคม  2541   จากความร่วมมือกันของวิศวกรทั่วโลกและได้เป็นมาตรฐานของนานาชาติเมื่อปี  2542  ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการดิจิตอลวิดีโอ  เพราะมีรูปแบบการบีบอัดที่ดีกว่า    MPEG-1   และ   MPEG-2   โดยไฟล์ประเภทนี้จะมีคุณภาพของวิดีโอสูง  สามารถสร้างรหัสภาพวิดีโอได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีจุดประสงค์เพื่อการใช้งานอยู่  3 ประเภท  คือ  ระบบโทรทัศน์แบบดิจิตอล   งานด้านแอพพลิเคชันกราฟิกและมัลติมีเดีย ต่างๆ  ปัจจุบัน mp4 ใช้มากในสื่อบนโลกออนไลน์
รายละเอียดของเทคโนโลยี MPEG
มาตรฐานวิดีโอ MPEG-1 MPEG-2 MPEG-4
ความละเอียดสูงสุด 352 x 288 1920 x 1152 720 x 576
มาตรฐานในระบบ PAL 352 x 288 720 x 576 720 x 576
มาตรฐานในระบบ NTSC 352 x 288 640 x 480 640 x 480
ความถี่ของคลื่นเสียงสูงสุด 48 kHz 96 kHz 96 kHz
ช่องสัญญาณเสียงสูงสุด 2 8 8
จำนวนเฟรมต่อวินาทีในระบบ PAL 25 25 25
จำนวนเฟรมต่อวินาทีในระบบ NTSC 30 30 30
คุณภาพของวิดีโอ พอใช้ ดีถึงดีมาก ดีมาก
ประสิทธิภาพของระบบ ต่ำ สูง สูงมาก
RM,RPM
เป็นรูปแบบหนึ่งของไฟล์มัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้นโดย RealNetwork Inc. จะมีรูปแบบเฉพาะตัวในการเล่นไฟล์มัลติมีเดียภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องที่ เรียกว่า Streaming โดยเฉพาะมีโปรแกรมสำหรับเปิดไฟล์ปะเภทนี้ได้แก่ RealPlayer RealAudio สามารถนำเสนองานบนอินเตอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี
Shockwave Flash
เทคโนโลยีที่นำทั้งภาพและเสียงและยังจะโต้ตอบกับผู้ ใช้งานได้ด้วย เช่นการกดปุ่ม การเปลี่ยนภาพเมื่อคลิ้กที่ Flash สามารถเล่นเกมส์ได้หลายอย่าง อย่างที่เราคุ้นเคยในรูปของเกมส์ Flash นามสกุล .swf

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

มาตรฐานของวิดีโอแบบต่าง ๆ
มาตรฐานของวิดีโอมีอยู่ด้วยกัน 4  รูปแบบ  คือ   VCD ,  SVCD    DVD และ BD  ซึ่งคุณภาพของวิดีโอก็มีความแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท โดยแต่ละรูปแบบก็มีคุณสมบัติดังนี้ 
VCD   ( Video  Compact  Disc )
VCD  เป็นรูปแบบของวิดีโอที่ได้รับความนิยมกันโดยทั่วไปประกอบด้วยภาพและเสียงแบบดิจิตอล   ความจุของแผ่น  VCD  โดยปกติจะอยู่ที่  74/80  นาทีหรือประมาณ  650/700  เมกกะไบต์   โดยได้รับการเข้ารหัสมาจากเทคโนโลยีของ  MPEG – 1  มีความละเอียดของภาพอยู่ที่  352 x 288  พิกเซลในระบบ  PAL  และ  352 x 240  พิกเซลในระบบ  NTSC   คุณภาพของวิดีโอใกล้เคียงกับเทป  VHS  ซึ่งสามารถเล่นได้กับเครื่องเล่นวีซีดีโดยทั่วไปหรือจากไดรฟ์ซีดีรอมของเครื่องคอมพิวเตอร์    และแผ่นซีดีที่ใช้เขียน VCD  ได้ก็จะมีอยู่ 2 แบบคือแผ่น  CD-R  ซึ่งเป็นชนิดที่เขียนข้อมูลได้ครั้งเดียว   และแผ่น  CD-RW  ที่สามารถเขียนและลบเพื่อเขียนข้อมูลลงไปใหม่ได้   แต่แผ่น  CD-RW  มักจะอ่านไม่ได้จากจากเครื่องเล่น  VCD  หลายๆ รุ่น
SVCD  ( Super  Video  Compact  Disc )
SVCD   เป็นรูปแบบของวิดีโอที่คล้ายกับ  VCD  แต่จะให้คุณภาพของวิดีโอทั้งในด้านภาพและเสียงที่ดีกว่า   โดยเข้ารหัสมาจากเทคโนโลยีของ  MPEG – 2  จะมีความละเอียดของภาพอยู่ที่ 482 x 576 พิกเซลในระบบ  PAL  และ  480 x 480  พิกเซลในระบบ NTSC   ซึ่งแผ่นประเภทนี้ยังมีเครื่องเล่น  VCD  หลาย ๆ รุ่นที่อ่านไม่ได้   โดยจำเป็นต้องอ่านจากเครื่องเล่น  DVD หรือ  VCD บางรุ่นที่สนับสนุนหรือเล่นจาก  CD – ROM  จากเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น

DVD  ( Digital  Versatile  Disc )
DVD  เป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลแบบใหม่ที่ให้คุณภาพของวิดีโอสูงทั้งด้านภาพและเสียงซึ่งมากกว่ารูปแบบของ  VCD  หลายเท่าตัว  โดยให้ความละเอียดของภาพอยู่ที่  720 x 480   พิกเซลในระบบ  PAL  และ  720 x 576  พิกเซลในระบบ  NTSC   โดยมาตรฐานของแผ่น  DVD  ก็มีหลายประเภท  เช่น  DVD + R/RW ,  DVD – R/RW ,  DVD + RDL  และ  DVD + RAM  ซึ่งความจุของแผ่น  DVD  ก็มีให้เลือกใช้ตามชนิดของแผ่น  โดยมีตั้งแต่  4.7   กิกะไบต์ไปจนถึง  17  กิกะไบต์   ทำให้สามารถบันทึกภาพยนตร์ทั้งเรื่องได้อย่างสบาย    ซึ่งคาดการณ์กันว่าสื่อประเภท  DVD  คงจะเข้ามาแทนที่ VCD  ได้ในไม่ช้า
BD ( Blu-ray Disc )
มาตรฐานของบลูเรย์พัฒนาโดย กลุ่มของบริษัทที่เรียกว่า Blu-ray Disc Association ซึ่งนำโดย ฟิลิปส์ และ โซนี เปรียบเทียบกับ เอ็ชดีดีวีดี (HD-DVD) ที่มีลักษณะและการพัฒนาใกล้เคียงกัน บลูเรย์มีความจุ 25 GB ในแบบเลเยอร์เดียว (Single-Layer) และ 50 GB ในแบบสองเลเยอร์ (Double-Layer) ขณะที่ เอ็ชดีดีวีดีแบบเลเยอร์เดียว มี 15 GB และสองเลเยอร์มี 30 GB ความจุของบลูเรย์ดิสค์ ซึ่งปกติแผ่นบลูเรย์นั้นจะมีลักษณะคล้ายกับแผ่น ซีดี/ดีวีดี โดยแผ่นบลูเรย์จะมีลักษณะแบบหน้าเดียว และสองหน้า โดยแต่ละหน้าสามารถรองรับได้มากถึง 2 เลเยอร์ อาทิ แผ่น BD-R (SL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Single Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 25 GB แผ่น BD-R (DL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Double Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 50 GB แผ่น BD-R (2DL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Double Layer แบบสองหน้า มีความจุ 100 GB ส่วนความเร็วในการอ่านหรือบันทึกแผ่น Blu-Ray ที่มีค่า 1x, 2x, 4x ในแต่ละ 1x จะมีความเร็ว 36 เมกะบิต ต่อ วินาที นั่นหมายความว่า 4x นั่นจะสามารถบันทึกได้เร็วถึง 144 เมกะบิต ต่อ วินาที โดยมี นักวิทยาศาสตร์จาก NASA เป็น ผู้พัฒนาต่อจาก ระบบบันทึกข้อมูลที่ใช้ในโครงการอวกาศ

อ้างอิง
http://www.guycomputer.com/mean/picturefile.htm
http://www.yupparaj.ac.th/CAI/graphic/type.html
http://www.ceted.org/cet_media/detail.php?mode=Knowledge&pid=185
http://forum.thaidvd.net/lofiversion/index.php/t814-1100.html
copyright © 2012 | งานคอมพิวเตอร์ โรงเรียนกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี